มืดแปดด้าน

11.30 โดยประมาณ เพราะว่าวันนั้นไม่ได้เอานาฬิกาข้อมือไป ถ่านอ่อนยังไม่ได้เปลี่ยนถ่าน หลังจากมื้อเที่ยงที่ซื้อไว้ตอนเช้าคือข้าวเหนียวหมูปิ้งคนละสองห่อ (ห่อละ 10 บาทอาหารหลักของเราๆที่แวะเวียนมาท่องไพรแถวเขาใหญ่) ก็ได้เวลาอันสมควร ถ้านั่งกับที่นานๆ คงจะเอนหลังแล้วก็หลับ เพราะข้าวเหนียวแน่(แปลกนะเส้นประสาทอันไหนที่โยงจากท้องไปหาตา เหมือนที่คุยกันบ่อยว่าหนังท้องตึงหนังตาหย่อน กลับจากเที่ยวป่าครั้งนี้จะแวะไปปรึกษาหมอเพื่อผ่าตัดออกดูเผื่อจะดีขึ้น) ของเล่นคู่กาย กล้องบวกขาและอุปกรณ์ก็พร้อมทำงานวางบนบ่า

เริ่มจาก วังจำปี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (จากข้อมูลที่ดูมาเส้นทางนี้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 1.5 km จะทะลุออกที่มอสิงโต(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอ่างเก็บน้ำแสงศร ที่เปลี่ยนเพราะไม่อยากไห้นักท่องเที่ยวเข้าใจผิดว่าที่เขาใหญ่มีสิงโต) เริ่มเดินก็มีนกส่งเสียงออกมาต้อนรับหลายตัวแต่มองแล้วไกลเกินความสามารถของเลนส์ส่องไม่ถึง ระยะทาง ประมาณ 200 เมตรที่เป็นทางลงก็ถึงแอ่งน้ำ เล็กๆ นี่แหละครับวังจำปี ช่วงนี้มีแค่น้ำขังบางจุด แต่ดูสภาพหน้าฝนก็เอาเรื่องอยู่ เพราะมีร่องรอยกิ่งไม้ใบหญ้าที่น้ำพัดพาขึ้นไปแปะไว้บน ต้นไม้ เราใช้เวลาสำรวจธรรมชาติแถววังจำปีร่วม 15 นาที มีทั้งนกตัว เล็กๆ แมลงตัวน้อย กล้วยไม้ นานาพันธุ์ พูดถึงเรื่องราวในป่าก็มีหลายอย่างที่แต่ละคนเฝ้าค้นหา บางคนอยากเห็นกล้วยไม้ป่า เห็ด แมลง บางคนก็อยากเห็นนกสัตว์ป่า บางคนก็น้ำตก เมื่อความเห็นหลากหลายทำไห้การเที่ยวป่าไม่มีความรู้สึกว่าเบื่อ แต่กลับกัน มีความรู้สึกว่าท้าทาย ถ้าเราเดินไปในป่าข้างหน้าเรื่อยๆเราจะเจออะไรบ้างหนอ นี่แหละเป็นคำถามอยู่ในใจของนักผจญไพรทุกคน ยิ่งสงสัยยิ่งค้นหา

แล้วเราก็เริ่มสงสัย “ เดินไปออกมอสิงโตกันไหม ” เป็นคำถามของ เสธ . ต และก็น่าจะรู้คำตอบในใจคือ

“ ก็ ไปซิ โลครึ่งเองหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ” ขึ้นเนินเลยครับเป็นเนินเล็กๆเนินแรก สายตามองซ้าย ขวา บนส่องนก

ล่างเล็งดอกไม้ป่า เห็ด แต่ช่วงนี้ฝนทิ้งช่วงหลายวันเห็ดคงจะหาลำบาก ทากยังไม่เจอเลยครับ ปกติเขาใหญ่ทากจะมีทั้งปี จุ๊ๆๆ เสียงของผมบอกให้ เสธ . หยุดขยับเท้าเพื่อให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำใด้ นกขุนแผนครับสีสันสดใส ผม กำลังวางกล้องพร้อมหมุนเลนส์ ไม่ทันจริงๆบินไปแล้ว ช่างมันเดี๋ยวก็เจอกันอีก ข้างหน้าเสียงกะราง ร้องกันระงม

เอาว่ะเดินเงียบๆย่องไปส่องกะรางมาสักรูปดีกว่า แต่ก็ก้าวขาเกือบไม่ออกเมื่อ เสธ ตุ้ย บอกว่า “ กบ หยุดกับที่ห้ามเคลี่อนไหว มองมาทางขวา ” ขนลุกครับ งูตัวใหญ่น่าจะเป็นไอ้หลาม หรือไอ้เหลือม(หรือว่าไอ้เหลิม)

กำลังขยับร่างกาย เข้าสู่แหล่งกำบัง ขยับได้ที่ละนิดละนิด เพราะท้องที่ป่องจากอาหาร ทำให้ขยับตัวลำบาก

นึกแล้วเสียว ถ้าเราไปเหยียบเขาตอนที่เขากำลังหิว แล้วเขารัดเรา เราจะมีสภาพแบบไหนหนอ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเจอ ทำงานมาก็มีการฝึกซ้อมดับเพลิง ระงับอัคคีภัย แต่ฝึกซ้อมงูรัดยังไม่เคย ชีวิตผมเกิดมาไม่เคยกลัวอะไรมาก ผีก็ไม่กลัว(เพราะผีจริงไม่มีครับ มีแต่ผีหลอก) แต่สัตว์เลี้อยคลานหลายชนิด ไม่ชอบเลยครับ งูเป็นสัตว์

อีกชนิดที่ผม ไม่ชอบเลย หลังจากเจองูการเดินทางเริ่มมีการระแวงบางจุด ที่มีใบไม้ทับถมเพราะสีมันคล้ายกับเจ้าตัวเมื่อกี้มาก นกก็อยากถ่ายแต่งูไม่อยากเจอ โชคเข้าข้างจนได้ กระเต็นลายเกาะนิ่งข้างหน้า อาจจะสูงไปนิดมืดไปหน่อยแต่ก็โอเค เกาะนิ่งๆกดชัตเตอร์ไปสามสิบกว่ารูป แล้วก็เดินต่อ น่าจะใกล้ทางออกตรงมอสิงโตนะ เราออกดีกว่า

เดินไปตามทางที่มีสีแดงทาตามต้นไม้เดินไปเรื่อย ชมนกบ้าง กล้วยไม้บ้างยิ่งเดินยิ่งมัน

แต่ และแล้วก็มาเจอทางตันคือต้นไม้ล้มและทางข้างหน้าเป็นป่ารกสีแดงที่ทาตามต้นไม้ก็ไม่มี

เอาไงดีฉีกออกขวาดีกว่าดูโล่งอยู่ เออค่อยยังชั่วเจอเป็นทางคนเดินอีกก็เดินตามทางไปเรี่อยเปี่อย

“ ตุ้ยกี่โมงว่ะ ” “ ไม่มีนาฬิกาว่ะ ” “ ถ่ายรูปอะไรก็ได้หนึ่งรูปแล้วดูเวลาที่กล้อง ” “ บ่ายสองกว่าแล้ว เราเดินมาร่วมสามชั่วโมงแล้วน่าจะออกทางมอสิงโตแล้วนะ หรือว่าเราหลง ” “ ไม่หลงหรอก อาจจะเดินผิด Trial เรารีบเดินดีกว่า ” ตอนนี้เราเดินตามทางที่มีร่องรอยของคนเดินโดยสังเกตุจากกิ่งไม้และถุงขนมสองข้างทาง เดินมาก็ร่วมครึ่งชั่วโมงแต่ไม่มีความคีบหน้า กลับเจอสิ่งบ่งชี้ถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ นั่นก็คือ ต้นกฤษณา หรือไม้หอมที่โดนตัด มีร่องรอยการตัด จากประสบการณ์ที่โดยถ่ายทอดมาและทดลองด้วยตัวเอง ประมาณ 3 วันถึงหนึ่งอาทิตย์ ตอนนี้การเดินทางเริ่มมีความเครียด ยิ่งเดินตามทางเดินก็เจอไม้หอมที่โดนตัด เลาะออกซ้ายก็ทางตัน วนกลับด้านขวาก็ตันเหมือนกัน เจอแต่เป็นทางวนไปวนมาที่พวกตัดไม้หอมใช้เดิน “ เอาไงดีวะกบ เราหลงแน่แล้ว ” “ ใจเย็นว่ะขอตั้งสติก่อน ” เช็คอุปกรณ์ที่นำมา 1 แผนที่ อยู่ในรถ 2 เข็มทิศ อยู่ในรถ 3 น้ำดื่ม ในรถ ที่เอามาอีกหนึ่งอย่างคือวิทยุ

“ เขาใหญ่ นักท่องเที่ยว ว . 2” เงียบไม่มีเสียงตอบรับ เราเอามาแค่เสายางคงส่งไปไม่ถึงและเวลานี้เราก็อยู่ในหุบ

ตั้งสติก่อนครับ วาดแผนที่ประเทศไทยลงบนดินเลยครับ กำหนดพิกัดกำหนดทิศ เหมือนทหารโจมตีข้าศึกเลยครับ

หลังจากแผนที่จากความรู้สึกเสร็จก็ได้เรื่องมาว่าเคยมานั่งชมพระอาทิตย์ตกที่มอสิงโต เป็นอันสรุปได้ว่าเราต้องเดินหันหลังให้พระอาทิตย์ จึงจะมีโอกาสออกสู่ถนนใหญ่ และคอยฟังเสียงรถอีกหนึ่งช่องทาง

เสียงดังกร็อบ เราสะดุ้งโหยงแต่ก็นั่งนิ่งนึกว่างานนี้มีเสียแน่กะว่าเป็นพวกตัดไม้หอมแน่ เอาไงดีว่ะไม่มีอะไรเลย ทั้งตัวมีแต้กล้องกับขาตั้งกล้อง หลังจากตั้งสติได้มองและนิ่ง เก้งครับไม่ใช่ใครที่ไหนมันคงเห็นเราและระวังตัวเหมือนเราเป็นอยู่ตอนนี้ งานนี้มีลุ้นแล้วบ่ายสี่กว่าแล้ว ความกดดันเพิ่มขึ้นตามเวลาตามแสงที่มีจากดวงอาทิตย์

“ ดันไปข้างหน้าหันหลังให้ดวงอาทิตย์ ” นี่คือทางเดียวที่เราอาจจะมีลุ้นออกจากป่า เดินครับเดินต่อ ผมนำไปเรี่อย

ตันอีกแล้ว ข้างหน้าก็เป็นเหว หญ้าก็รกหนามก็เยอะ มืดแปดด้าน เดินกลับหลังนิดหนึ่งเก็บกล้องเก็บขาตั้งกล้องแล้วถ้าไม่เก็บคงเดินลำบาก เพราะตอนนี้เราเดินตามทางของฉันแล้วครับใจเริ่มชื้นเมื่อได้ยินเสียงดังครืนๆ

นึกว่าเสียงรถ แต่เป็นเสียงเครื่องบิน สงสัยคืนนี้ต้องกินข้าวลิงแน่เลยเรา ในร่างกายก็มีแค่แค่มีดอัน เล็กที่ใช้ได้หลายประโยชน์ เพื่อนซื้อมาฝากจากประเทศสวิส เมื่อสองปีที่แล้วกับไฟแซ็คหนึ่งอัน เดินตามใจฉันมุ่งตรงยึดถือว่าดวงอาทิตย์ต้องอยู่ข้างหลัง ลงหุบขึ้นเดินหนามบ้างใบไม้เกี่ยวบ้างช่างมัน เวลาเรามีน้อย เจอหุบแต่ละครั้งน้ำก็ไม่มี เจอแต่ขี้ช้างกับรอยของนานาสัตว์ป่า ตอนนี้เรามีความกดดันหลายด้าน เสียวงู กลัวคนตัดไม้หอม กลัวสัตว์ป่า และที่ร้ายแรงที่สุดคือกลัวว่าวันนี้เราไม่สามารถออกจากป่าได้ จากความกดดันกลับเป็นความกลัว เมื่อกลัวก็ต้องนึกถึงพระครับ ใครนับถือหลวงพ่ออะไรองค์ไหน ติดสินบนเท่าไหร่ก็ว่ามา ร่วมห้าโมงเย็นแล้ว ยังไม่มีวี่แวว

หนทางสู่แสงสว่างหรือไย้ยินเสียงรถเลย แต่เราก็ต้องดัน เดินตามทิศที่เราวางไว้ คล้ายเสียงเครื่องบินก็มาอีกตอนนี้เราแวะตวักน้ำกินอยู่ในหุบ เป็นทางน้ำ เล็กๆไหลรินเบาๆ ถ้าน้ำนิ่งคงไม่กล้าดื่มกิน เพื่อความแม่นยำขึ้นไปรอฟังเสียงบนเนินดีกว่า ของแท้ครับครั้งนีเสียงรถจริงๆ มีเสียงเร่งของเครื่องยนต์ นึกขำให้กำลังใจตัวเองเพื่อนเราที่อยู่ข้างนอก หรือเจ้าหน้าที่ที่เรานัดไว้ตอนสี่โมงเย็นคงรู้ว่าเราหลงป่าคงเอารถมารับปากทางที่เราออก และคงซื้อเบียร์เย็นๆมารอรับเรา

เอาละคราวนี้ชัวร์ ทิศที่กำหนดและที่บุกเบิกหาทางใหม่มาน่าจะชัวว์(ในใจคิดเราก็เก่งนี่หว่า) หลังจากที่ขึ้นเนินอีกหนึ่งลูก เราก็เจอทางเดินที่มี ต้นไม้ทาสีแดง เรารีบเดินเลยครับ เวลาไล่เรามาเรื่อยๆ ใช้เวลาแค่ประมาณ 20 นาที่ก็ขนลุกเลยครับ เจอทางรถยนต์มองเห็น แท๊งค์น้ำ จานดาวเทียม ไม่ต้องบอกกล่าวหันหน้าเข้าป่า คุกเข่ายกมือไหว้เลยครับ ออกตรงที่ทำการของตำรวจท่องเที่ยวห่างจากจุดจอดรถวังจำปีร่วม 4 โล แต่ในป่าไม่รู้ว่าเราเดินไปกี่โล

 

ข้อคิด ไม่ชำนาญทางอย่าเปลี่ยนเส้นทางในป่า

แผนที่เข็มทิศ มืด แปล เชือก น้ำหนักไม่มากควรติดตัวเอาไว้ไฟฉายด้วย

ศึกษาข้อมูลพื้นที่ให้ดีก่อนเข้าป่า

บทความโดย"นายหัว"ทีมงานฅนท่องไพร
10/04/51

Copyright©2005-2008 kontongphai.com All rights Reserved.